Uncategorized

ให้ทานอย่างไร ให้เป็นทานแท่ ไม่ใช่เป็นเพียงการลงทุนชนิดหนึ่ง (๑)

     ทาน โดยรูปศัพท์แปลว่า การให้
การให้นี้มี 3 อย่าง ได้แก่
๑. อามิสทาน
หรือสัตถุทาน การให้วัตถุ การให้ปัจจัยสี่
   ๒. ธรรมทาน การให้ธรรมมะ การให้ความรู้ การให้คำแนะนำพร่ำสอน การให้แบบอย่างที่ดีงามล้ำเลิศ การให้น้ำใสใจจริง การให้ไมตรีจิตมิตรภาพ
๓. อภัยทาน การให้อภัยแก่ทุกท่าน ทุกคน ทุกตน ทุกตัว หรือแก่สรรพชีพ สรรพสัตว์ทั่วทั้งสากลโลก
อภัยทาน นับเป็นทางชั้นสูงชนิดหนึ่ง ทีนี้เราก็มาดูกันว่า ทาน ๓ ชนิดนี้มีรายละเอียดอย่างไร

อามิสทาน : การให้วัตถุ
อามิสทานคือการให้วัตถุ การให้ปัจจัยสี่ การเสียสละปัจจัยสี่ให้แก่ผู้อื่น (เสื้อผ้าอาภรณ์ อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค) การให้วัตถุนั้น ถ้าจะให้ถูกต้องตรงตามความแท้ๆต้องเป็น การให้เพื่อชำระจิตใจ ให้เพื่อกำจัดความโลภ ให้เพื่อกำจัดความตระหนี่ถี่เหนียว นี่คือวัตถุประสงค์ของการให้วัตถุที่ถูกต้อง

ท่านบอกว่า เมื่อเราให้วัตถุเป็นทาน จงทำดังหนึ่งเราเทน้ำออกจากแก้วลงบนผืนแผ่นดิน หมายความว่า เมื่อเรากรวดน้ำเทลงบนดินนั้น เราไม่เสียดายน้ำที่ไหลออกจากแก้วฉันใด เราก็ไม่เสียดายของที่เราให้ออกไปฉันนั้น

หากทำได้เช่นนี้ การให้จึงจะเป็นการชำระสะสางกิเลสออกจากใจจริงๆ แต่คนทุกวันนี้มีอยู่ไม่น้อยที่เมื่อให้ทานแล้วก็ยังกอดทานนั้นไว้ ให้ทานแต่เพียงกิริยา แต่ทว่าหัวใจยังไม่ล่อยยังไม่ปลงจริงๆ หรือให้ทานดังหนึ่งเป็นการเอากิเลสอ่อนไปแลกกิเลสแก่ เช่น ให้วัตถุอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นทาน ก็ยกมือขึ้นจบเหนือเศียรเกล้าแล้วตั้งสัตยาธิษฐานนานนับห้านาที สิบนาที ขอทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีๆในโลกนี้ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ตกลงว่าคุณกำลังให้ทานหรือกำลังลงทุนทางจิตวิญญาณกันแน่ ความโลภมันลดลงไหม ไม่ได้ลด บางครั้งอาตมาภาพเห็นโยมมาทำบุญถวายสังฆทาน ยกซองขึ้นมาหนึ่งซอง ยกดอกไม้ขึ้นมาหนึ่งช่อ จบห้านาที ขอทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งใดดีในโลกนี้ปรารถนาขอให้เกิดมีกับข้าพเจ้าทั้งหมด ตกลงว่าเอากิเลสอ่อนไปแลกกิเลสแก่ สละไปหนึ่งอย่าง ขอเพิ่มร้อยอย่าง พันอ่าง ทานอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

      ในทุกภพทุกชาติที่พระโพสัตว์เสวยพระชาติในสภาพต่างๆนั้น ท่านก็บำเพ็ญบารมีเหล่านนี้

อาตมภาพขออธิบายเรื่องพระโพธิสัตว์ผ่านนิทานเรื่องหนึ่งดันนี้

ในพระชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็นพญาวานรในป่าที่พญาวานรอาศัยอยู่มีต้นมะม่วงอยู่ต้นหนึ่ง ในปีหนึ่งมะม่วงจะสุกหนึ่งครั้ง พญาวานรพาหมู่คณะปีนขึ้นไปเด็ดกิน

อยู่มาวันหนึ่ง มะม่วงผลหนึ่งหลุดตกลงมาในลำธาร ไหลละล่องท่องน้ำไปจนถึงปลายน้ำ พระราชาทรงสนานอยู่กับข้าราชบริพาร ทรงพบเห็นมะม่วงก็ถึงกับทรงรำพึงออกมาว่า   “ทำไมช่างโอชารสถึงเพียงนี้” จังมีรับสั่งให้เสนาอำมาตย์ ข้าราชบริพารส่งจากบุรุษตามน้ำขึ้นไปจนถึงถิ่นของพญาวานร เมื่อเจอแล้วทรงยกกองทัพยาตราขึ้นไป เพื่อจะไปดูว่าต้นมะม่วงที่มีผลแสนโอชารสนั้นอยู่ตรงไหน

เมื่อขึ้นมาถึง เหล่าวานรพากันแตกตื่น ตกใจหนีไม่ทัน กองทัพของพระราชาแวดล้อมต้นมะม่วงไว้ เหล่านายมหารง้างคันศรปล่อยลูกธนูหลุดจากแล่งพึ่งไปทิ่มแทงวานรตายไปกว่าครึ่ง พระโพธิสัตว์ในชาตินั้นตันสินใจบำเพ็ญปรมัตถบารมีให้ชีวิตเป็นทาน เห็นว่าถ้าปล่อยให้หนีกันตามสัญชาตญาณคงจะตายกันทั้งหมดแน่ พระโพธิสัตว์จึงตัดสินใจใช้พละกำลังของตัวเองกระโดดข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อจะขึงเถาวัลย์กับคาคบไม้ของฝั่งนั้น แต่ปรากฏว่าเถาวัลย์สั้น ขึงไม่ถึง เหลืออีกประมาณสักหนึ่งช่วงตัวตีว่าหนึ่งว่า พญาวานรก็เลยเอาตัวเองทำเป็นเชือกหนึ่งช่วงตัวนั้น โดยใช้ขาข้างหนึ่งเกาะก่งไม้ฝั่งโน้นไว้ และใช้มืออีกสองข้างขึงเชือก ดึงจนสุดศักยภาพของเชือกเส้นนั้น แล้วก็ร้องเรียกให้บริษัทบริวารห้อยโหยผ่านเส้นเชือกนั้นข้ามแม้น้ำจากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่ง ทรงอุทิศตนด้วยการวางชีวิตลงเป็นเดิมพัน ยอมให้บริวารเหยียบตัวเองแทนเส้นเชือกข้ามไป

ระหว่างนั้นพระราชาทรงกอดพระเนตรเห็นความเสียสละของพระโพธิสัตว์ ทรงเกิดธรรมสังเวชอันใหญ่หลวงว่า “เราเป็นถึงพระราชาก็ยังไม่มีภาวะผู้นำถึงขนาดนี้ ดูพญาวานรตัวนี้สิ ยังมีภาวะผู้นำสูงกว่าเราซึ่งเป็นพระราชามหากษัตริย์เสียอีก” พระราชาทรงสลดพระทัยเหลือประมาณ และนี่ก็คือพระชาติหนึ่งที่พระโพธิสัตว์ทรงอุทิศชีวิตเป็นทานเรียกว่า บำเพ็ญปรมัตถบารมี

จิตพระโพธิสัตว์

 

       ในคอร์สภาวนาที่ไร่เชิญตะวันนั้น เรามีบทสวดมนต์อยู่บทหนึ่งซึ่งสวดทุกวันทั้งเช้าและเย็น นั่นก็คือบทบารมี 30 ทัศ

บทบารมี 30 ทัศ คือ คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ตามคติเถรวาทซึ่งรุ่งเรืองอยู่ในประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ศรีลังกา รวมทั้งบังกลาเทศ และตอนนี้ก็ถูกรื้อฟื้นคืนกลับมาใหม่ในประเทศอินเดีย

ประเทศไทยแถบที่เราเรียกกันว่า สุวรรณภูมิหรืออินโดจีนเป็นประเทศที่โอบกอดเอาพระพุทธศาสนาไว้หลงจาดที่สูญหายไปจากแผ่นดินมาตุภูมิ คือประเทศอินเดีย พระพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองอยู่ในแถบเอเชียอารเนย์ รวมทั้งประเทศไทยเรานี้ เป็นพระพุทธศาสนาเถรวาท และในคติแบบเถรวาท ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพรสัมมาสัมพุทธเจ้าจะจ้องผ่านการบำเพ็ญบารมี ซึ่งช่วงที่บำเพ็ญบารมีนั้นเราเรียกว่าเป้นพระโพธิสัตว์

พระโพธสัตว์ หมายถึง ผู้ที่ตั้งปณิธานว่าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันข้างหน้า และทันทีที่ตั้งปณิธานแบะได้รับพระพุทธยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดพระองค์หนึ่ง จากนั้นเป็นต้นไปจนกระทั้งถึงนาทีก่อนตรัสรู้ เราเรียกท่านว่า “พระโพธิสัตว์”

เมื่อเป้นพระโพธิสัตว์ก็จะต้องมีจรรยาของพระโพธิสัตว์ อะไรคือจรรยาของพระโพธิสัตว์ คำตอบก็คือ บารมี 10 ทัศนั่นเอง

บารมี 10 ทัศหรือบารมี 10 ประการนั้น แต่ละประการจะต้องบำเพ็ญ 3 ระดับ คือระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูงสุด เช่น ทานบารมี ทานอุปบารมี ทานปรมัตถบารมี

ทานบารมีหรือบารมีขั้นต้น เช่น ให้ข้าวให้ของ ให้เงินให้ทอง ให้เสื้อผ้า ให้ขาวปลาอาหาร ทานอุปบามี เช่น ให้อวัยวะ บริจาคดวงตา บริจาคเลือด บริจาคไต อุทิศร่างกายหลังจากตัวเองล่วงลับดับขันธ์

ทานปรมัตถบารมีเป็นบารมีขั้นอุกฤษฏ์ หรือขั้นสูงสุด เช่น ใช้ชีวิตเป็นทาน ได้แก่ การยกชีวิตตัวเองให้เป็นทานเพื่อความอยู่รอดของคนอื่น ซึ่งทำได้ยาก เพราะต้องวางชีวิตตัวเองลงเป็นเดิมพัน

แสวงหาความสุขที่ชอบธรรม

แสวงหาความสุขที่ชอบธรรม หมายความว่า รู้จักแสวงหาความสุขที่ได้โดย ถูกทาง ซึ่งหมายถึง ด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกหลักเหตุและผล เช่น อยากมีสุขภาพแข็งแรง ก็หมั่นออกกำลังหมั่นดูแลสุขภาพ อยากมีความสุขจากการมีทรัพย์ ก็หมั่นทำการงานแล้วรู้จักเก็บ รู้จักออม จนมีทรัพย์สินเงินทองขึ้นมาตามลำดับ ไม่ใช้ทางลัดในการหาความสุข แต่เพียรหาความสุขด้วยการสร้างเหตุปัจจัยที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์บั้นปลายตามลำดับ เป็นต้น

ส่วน ถูกธรรม หมายถึง ด้วยวิธีการที่สุจริต เช่น สุจริตทางกาย คือ ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนคนอื่น สุจริตทางวาจา คือ ไม่โกหก ไม่หลอกลวงใครด้วยข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ หรือด้วยการเกลี้ยกล่อมให้คนอื่นหลงมัวเมาด้วยเล่ห์เพทุบาย สุจริตทางใจ คือ มีจิตเมตตาปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง มีจิตแช่มชื่น เบิกบาน ผ่องใส มีความเย็นอกเย็นใจจากการคิดเป็น คิดถูก คิดดี คิดมีประโยชน์ เป็นต้น

กล่าวอย่างสั้นสุด การแสวงหาความสุขที่ชอบธรรมท่านต้องการเตือนให้รู้จักแสวงหาความสุขโดยคำนึงถึง “คุณภาพของความสุข” ควบคู่กันไปด้วย

คนจำนวนมากในโลกนี้อยากมีความสุข มุ่งแสวงหาความสุขแต่ไม่คำนึงถึงคุณภาพของความสุข นั่นเป็นเหตุให้ทั้งๆที่กำลังแสวงหาความสุข แต่กลับต้องพบกับความทุกข์อยู่ร่ำไป เป็นต้นว่า บางคนอยากมีความสุขจากการมีเงินมีทอง แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินอย่างสุจริต รู้จักเก็บ รู้จักออม ซึ่งหากไม่ระย่อท้อถอย วังหนึ่งข้างหน้าก็อาจกลายเป็นเศรษฐีมีเงินทองและมีความสุขกับเงินที่ทำมาหาได้กับเขาเหมือนกัน แต่แล้วกลับไม่เลือกเส้นทางนี้ กลับมุ่งไปที่การแสวงหาวิธีร่ำรวยทางลัดด้วยการค้ายาเสพติด ซึ่งแน่นอนในเบื้องต้นมันอาจทำให้เขามีเงินมากมายอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่าเขากำลังจะมีความสุขกับเงินมากมายที่เพิ่มขึ้นอยู่ทุกวันในบัญชี แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งปรากฏว่า ตำรวจติดตามจับกุมตัวเขาได้ พร้อมของกลางและยืดทรัพย์สินเงินทองไปหมด ผลก็คือ เขาถูกตัดสินจำคุกหลายสิบปี เงินก็ไม่มี ความสุขก็หดหาย ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น

ความสุข หาให้ถูก สุขให้เป็น

ความสุข หาให้ถูก สุขให้เป็น

“ความสุข” นับเป็นยอดปราถนาของมนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้แต่ทั้งๆที่เราตาละคนต่างต้องการความสุข ถึงกระนั้นด็ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขจริงอย่างที่ตนต้องการ

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนที่ต้องการความสุขโดยมากนั้นไม่รู้จัก สุขสมุทัย หรือ เหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุข หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ไม่รู้จักวิธีสร้างความสุขนั้นเอง

พระพุทธเจ้าของเรานั้นเคยตรัสถึงพระองค์เองไว้ในคัมภีย์แห่งหนึ่งว่า ทรงเป็น หนึ่ง ในบรรด่ยุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลก

การที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะตัวของพระองค์เองนั้นทรงบรรลุถึงความสุขขั้นสูงสุดที่ชื่อว่าพระนิพานอันเป็นบรมสุข และยังทรงทราบวิธีทีจะนำพามวลมนุษย์ชาติให้สามารถบรรลุถึงความสุขดังกล่างนั้นได้อีกด้วย

ทำอย่างไรผู้ที่ต้องการความสุขจึงจะมีความสุขสมปรารถนา

ต่อคำถามนี้ พระพุทธองค์ทรงแนะนำไว้ว่า

(๑)  อย่าเอาความทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีความทุกข์

(๒)  แสวงหาความสุขที่ชอบธรรม

(๓)  ในความสุขที่ชอบธรรมไม่หลงติด

(๔)  เพียรพัฒนาจิตให้ประณีตยิ่งๆขึ้นไป

 

อย่าเอาความทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ หมายความว่า ชีวิตอันประกอบด้วยกายกับใจนั้น โดยตัวมันเองเป็นสิ่งที่ไม่สู้ซับซ้อนนัก แต่เพราะมนุษย์เราขาดความรู้ ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตจึงใช้ชีวิตกันไม่เป็น ต่างกันจึงต่างพากันปรุงแต่งรูปแบบในการใช้ชีวิตให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก วุ่นวาย สลับซับซ้อน มากเรื่อง มากพิธี ยิ่งปรุงแต่งมาก ก็ยิ่งทำให้ภาระแห่งการบริหารจัดการชีวิต พลอยเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เช่น หากหิว เราก็กินให้อิ่ม เพียงแค่นี้ปัญหาเรื่องความหิวแก้ให้จบไปได้ง่ายๆ ร่างกายไม่ได้ต้องการพิธีรีตองอะไรในเรื่องนี้แม้แต่น้อย

ความสุขหาให้ถูก สุขให้เป็น

ศาสนาแห่งความสุข

พุทธศาสนาเป็น “ศาสนาแห่งความสุข”

                แต่ในสายตาของคนนอก ที่ยังไม่รู้จักพุทธศาสนาดีพอ มักคิดว่า พุทธศาสนาเป้นสาสนาแห่งความทุกข์ ชาวตะวันตกบางคนถึงกับหยิบเอาพระพุทธดำรัสของพระพุทธองคืนั่นเองมาอ้างอิงความเชื่อของตนในเรื่องนี้ โดยอ้างจากพระพุทธวจนะที่ว่าแต่ก่อนก็ดี ในกาลบัดนี้ก็ดี เราสอนแต่ทุกข์ และความดับทุกข์เท่านั้น

                คนที่เหมาเอาว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความทุกข์คือ คนที่ยังไม่รู้จักศาสนาอย่างถ่องแท้ เพราะหากเขาศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง เขาจะพบว่า พุทธศาสนาเป้นศาสนาแห่งความสุข ดังมีพระพุทธวจนะตรัสยืนยันว่า นิพพานเป็นยอดแห่งความสุข ในหลักธรรมระดับแก่นพุทธศาสนาคือ อริยะสัจ 4 แม้เริ่มต้นด้วยความทุกข์ แต่ก็จบลงด้วยความสุข คือ พระนิพพาน นิพพานนี่เอง ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นบรมสุข ด้วยเหตุนี้เอง พระพรหมคุณาภรณ์ ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาของไทยจึงกล่าวไว้ในหนังสือชื่อ ความสุขทุกแง่ทุกมุม หน้า 119 ว่า พูดกันมานานแล้ว บอกเสียที พุทธศาสนานี้ คือ ศาสนาแห่งความสุข ความสุขมีหลายระดับตามขีดขั้นแห่งพัฒนาการของแต่ละบุคคล

1.       กามสุข สุขจากการตามสนองตัณหา

2.       สมาธิสุข สุขจากความสงบของจิต

3.       นิพพานสุข สุขจากการเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ความสุขเกิดจาก ความมีคือ ต้อง มีอะไรสักอย่างมาเป็นเงื่อนไขเสียก่อน จึงจะมีความสุขแต่ในความเป็นจริงนั้น ความไม่มี ต่างหากคือเหตุแห่งความสุขแท้เราลองมาอ่านดูคำอธิบายจากพระพุทธองค์ ดังต่อไปนี้

ปัญหา ความสุขของคนธรรมดาสามัญกับความสุขของพระพุทธเจ้ามีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร

พุทธดำรัสตอบ ดูก่อนพราหมณ์ โคใช้ 14 ตัวของเราไม่มีเลย แต่ของท่านหายไปได้ 60 วันเข้าวันนี้ ดูก่อนพราหมณ์เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ งาทั้งหลายอันเลว มีใบหนึ่งและสองใบในไร่ของเราไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ หนูทั้งหลายในฉางเปล่าย่อมไม่รบกวนเรา

 

ด้วยการยกหูหางขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้น เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ เครื่องลาดของเรา ใช้ตั้งเจ็ดเดือนไม่ดารดาษด้วยสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ หญิงม้าย บุตร ธิดา มีบุตรคนหนึ่งและสองคนของเราไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข แมลงวันมีตัวอันลาย ไต่ตอมบุคคลผู้หลับด้วยเท้า ย่อมไม่ไต่ตอมเราเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมไม่ทวงเราเลยว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้เหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข