ความสุข หาให้ถูก สุขให้เป็น

ความสุข หาให้ถูก สุขให้เป็น

“ความสุข” นับเป็นยอดปราถนาของมนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้แต่ทั้งๆที่เราตาละคนต่างต้องการความสุข ถึงกระนั้นด็ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขจริงอย่างที่ตนต้องการ

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนที่ต้องการความสุขโดยมากนั้นไม่รู้จัก สุขสมุทัย หรือ เหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุข หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ไม่รู้จักวิธีสร้างความสุขนั้นเอง

พระพุทธเจ้าของเรานั้นเคยตรัสถึงพระองค์เองไว้ในคัมภีย์แห่งหนึ่งว่า ทรงเป็น หนึ่ง ในบรรด่ยุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลก

การที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะตัวของพระองค์เองนั้นทรงบรรลุถึงความสุขขั้นสูงสุดที่ชื่อว่าพระนิพานอันเป็นบรมสุข และยังทรงทราบวิธีทีจะนำพามวลมนุษย์ชาติให้สามารถบรรลุถึงความสุขดังกล่างนั้นได้อีกด้วย

ทำอย่างไรผู้ที่ต้องการความสุขจึงจะมีความสุขสมปรารถนา

ต่อคำถามนี้ พระพุทธองค์ทรงแนะนำไว้ว่า

(๑)  อย่าเอาความทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีความทุกข์

(๒)  แสวงหาความสุขที่ชอบธรรม

(๓)  ในความสุขที่ชอบธรรมไม่หลงติด

(๔)  เพียรพัฒนาจิตให้ประณีตยิ่งๆขึ้นไป

 

อย่าเอาความทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ หมายความว่า ชีวิตอันประกอบด้วยกายกับใจนั้น โดยตัวมันเองเป็นสิ่งที่ไม่สู้ซับซ้อนนัก แต่เพราะมนุษย์เราขาดความรู้ ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตจึงใช้ชีวิตกันไม่เป็น ต่างกันจึงต่างพากันปรุงแต่งรูปแบบในการใช้ชีวิตให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก วุ่นวาย สลับซับซ้อน มากเรื่อง มากพิธี ยิ่งปรุงแต่งมาก ก็ยิ่งทำให้ภาระแห่งการบริหารจัดการชีวิต พลอยเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เช่น หากหิว เราก็กินให้อิ่ม เพียงแค่นี้ปัญหาเรื่องความหิวแก้ให้จบไปได้ง่ายๆ ร่างกายไม่ได้ต้องการพิธีรีตองอะไรในเรื่องนี้แม้แต่น้อย

ความสุขหาให้ถูก สุขให้เป็น

ศาสนาแห่งความสุข

พุทธศาสนาเป็น “ศาสนาแห่งความสุข”

                แต่ในสายตาของคนนอก ที่ยังไม่รู้จักพุทธศาสนาดีพอ มักคิดว่า พุทธศาสนาเป้นสาสนาแห่งความทุกข์ ชาวตะวันตกบางคนถึงกับหยิบเอาพระพุทธดำรัสของพระพุทธองคืนั่นเองมาอ้างอิงความเชื่อของตนในเรื่องนี้ โดยอ้างจากพระพุทธวจนะที่ว่าแต่ก่อนก็ดี ในกาลบัดนี้ก็ดี เราสอนแต่ทุกข์ และความดับทุกข์เท่านั้น

                คนที่เหมาเอาว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความทุกข์คือ คนที่ยังไม่รู้จักศาสนาอย่างถ่องแท้ เพราะหากเขาศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง เขาจะพบว่า พุทธศาสนาเป้นศาสนาแห่งความสุข ดังมีพระพุทธวจนะตรัสยืนยันว่า นิพพานเป็นยอดแห่งความสุข ในหลักธรรมระดับแก่นพุทธศาสนาคือ อริยะสัจ 4 แม้เริ่มต้นด้วยความทุกข์ แต่ก็จบลงด้วยความสุข คือ พระนิพพาน นิพพานนี่เอง ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นบรมสุข ด้วยเหตุนี้เอง พระพรหมคุณาภรณ์ ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาของไทยจึงกล่าวไว้ในหนังสือชื่อ ความสุขทุกแง่ทุกมุม หน้า 119 ว่า พูดกันมานานแล้ว บอกเสียที พุทธศาสนานี้ คือ ศาสนาแห่งความสุข ความสุขมีหลายระดับตามขีดขั้นแห่งพัฒนาการของแต่ละบุคคล

1.       กามสุข สุขจากการตามสนองตัณหา

2.       สมาธิสุข สุขจากความสงบของจิต

3.       นิพพานสุข สุขจากการเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ความสุขเกิดจาก ความมีคือ ต้อง มีอะไรสักอย่างมาเป็นเงื่อนไขเสียก่อน จึงจะมีความสุขแต่ในความเป็นจริงนั้น ความไม่มี ต่างหากคือเหตุแห่งความสุขแท้เราลองมาอ่านดูคำอธิบายจากพระพุทธองค์ ดังต่อไปนี้

ปัญหา ความสุขของคนธรรมดาสามัญกับความสุขของพระพุทธเจ้ามีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร

พุทธดำรัสตอบ ดูก่อนพราหมณ์ โคใช้ 14 ตัวของเราไม่มีเลย แต่ของท่านหายไปได้ 60 วันเข้าวันนี้ ดูก่อนพราหมณ์เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ งาทั้งหลายอันเลว มีใบหนึ่งและสองใบในไร่ของเราไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ หนูทั้งหลายในฉางเปล่าย่อมไม่รบกวนเรา

 

ด้วยการยกหูหางขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้น เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ เครื่องลาดของเรา ใช้ตั้งเจ็ดเดือนไม่ดารดาษด้วยสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ หญิงม้าย บุตร ธิดา มีบุตรคนหนึ่งและสองคนของเราไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข แมลงวันมีตัวอันลาย ไต่ตอมบุคคลผู้หลับด้วยเท้า ย่อมไม่ไต่ตอมเราเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมไม่ทวงเราเลยว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้เหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข